Tuesday 02nd September 2014,
เต็มข้อ!!

ประวัติความเป็นมาฟุตบอลไทย

ประวัติความเป็นมาฟุตบอลไทย

ฟุตบอล (SOCCER) สมัยใหม่ วงการลูกหนังทั่วโลกถือว่ามีวิวัฒนาการรูปแบบการเล่นมาจากประเทศอังกฤษ เนื่องจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (CAMBRIDGE UNIVERSITY) คือสถาบันแห่งแรก ที่กำหนดกฎข้อบังคับ เรียกว่า “กติกาเคมบริดจ์” และจัดแข่งขันฟุตบอลตามกติกาดังกล่าว ใน ค.ศ. 1846 (พ.ศ. 2389) รัชสมัยสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย (QUEEN VICTORIA ค.ศ. 1837 – 1901)

ความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศสยาม กับ สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ (UNITED KINGDOM OF GREAT BRITAIN AND NORTHERNIRELA-ND) เกิดขึ้นในสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394 – 2411) ทรงแต่งตั้งพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) เป็นราชทูตนำคณะฯ รวม 27 คน เดินทางไปถวายพระราชสาส์นเพื่อเจริญพระราช ไมตรี เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2400 และมีบันทึกว่า พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (พระอนุชา ในรัชกาลที่ 4) ทรงชอบเล่นกีฬาที่ชาวตะวันตกนำเข้ามาเผยแพร่ เช่น การล่าสัตว์ แข่งเรือ ขี่ม้าและตีคลี แต่ยังไม่มีการกล่าวถึงฟุตบอล

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411 – 2453) พระองค์ทรงเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2440 เพื่อนำความเจริญอย่างอารยประเทศ (MODERNISATION POLICY) กลับมาพัฒนาบ้านเมืองและความเป็นอยู่ของราษฎรชาวสยาม โดย ก่อนนั้นมีการส่งพระบรมวงศานุวงศ์และนักเรียนทุนหลวงไปศึกษาเล่าเรียนที่ประเทศรัสเซีย เยอรมัน และอังกฤษ ตั้งแต่ราว พ.ศ. 2428 และชาวยุโรปก็ได้เดินทางเข้ามารับราชการและทำการค้าในเมือง บางกอก จึงก่อตั้ง “สโมสรรอยัลบางกอกสปอร์ตคลับ” (ROYAL BANGKOK SPORT CLUB) สระปทุมวัน โดยมุ่งเน้นกิจกรรมกีฬาเป็นสื่อสมานฉันท์ระหว่างชาวต่างชาติกับคนไทย คือยุคแห่งการเริ่มต้น “กีฬาสากล” ของเมืองสยาม

จากแหล่งข้อมูลและหนังสือหลายเล่ม ต่างระบุว่าเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของประเทศไทย คือผู้นำการเล่นฟุตบอลเข้ามาสู่สยาม เนื่องจากเมื่อจบจากโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ (ROYAL NORMAL SCHOOL) และสอบได้ทุนหลวง ไปศึกษาต่อ ณ โรงเรียนฝึกหัดครูเบอโรโรด (BOROUGHROAD COLLEG EISLEWRETH) ณ เมืองไวส์ลเวิฟ ประเทศอังกฤษ (พ.ศ. 2438 – 2440) ต่อมา จึงเข้ารับราชการในกระทรวงธรรมการ (พ.ศ. 2441 – 2469) และเป็นผู้ปฏิวัติการเรียนการสอนของเมืองไทยครั้งประวัติศาสตร์

ยุคเริ่มต้นนั้น ผู้ที่นิยมชอบเตะฟุตบอลจะถูกขนานนามว่า “นักเลงลูกหนัง” โดยเรียกการเล่น ชนิดนี้ว่า “หมากเตะ” สนามที่ใช้แข่งขัน คือพื้นที่ว่างบริเวณลานวัด และสนามหญ้าหน้าโรงเรียน ส่วน ใหญ่จะใช้ลูกยาง ลูกเทนนิสและผลส้มโอ ที่ต้องคลึงให้พอน่วมแล้ว จึงนำเอามาเตะแทนลูกบอล

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2443 ณ ท้องสนามหลวง กระทรวงธรรมการจัดการแข่งขันกรีฑา นักเรียน ท่ามกลางผู้ชมทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่กำลังมุ่งให้ความสนใจ การแข่งขันกีฬาประเภท หนึ่งระหว่างทีมบางกอกกับทีมศึกษาธิการ โดยผู้เล่นฝ่ายแรกเป็นคนอังกฤษทั้งหมด ส่วนฝ่ายหลังมี ทั้งชาวสยามและยุโรป ผลเสมอกัน 2 – 2 (0 – 1) หนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ (THE BANGKOK TIMES) เรียกการเล่นนั้นว่า “ASSOCIATION FOOTBALL” หรือ “การแข่งขันฟุตบอลตามข้อบังคับ ของแอสโซซิเอชั่น” อย่างเป็นทางการครั้งแรกในเมืองสยาม และลงบทความวิจารณ์ประโยคหนึ่งว่า “กีฬาฟุตบอล คือศิลปะชิ้นล่าสุดที่ควรค่าแก่การยกย่องในทุกด้าน”

เพื่อสร้างความเข้าใจแก่นักเรียน เกี่ยวกับกติกาเบื้องต้นในการเล่นฟุตบอล หลวงไพศาลศิลปศาสตร์ (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) จึงทำการแปลกติกาการแข่งขันฟุตบอล ฉบับภาษาอังกฤษมา เป็นภาษาไทย ในหนังสือวิทยาจารย์ เล่มที่ 1 ตอนที่ 7 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2444 จนกระทั่ง นักเรียนตามโรงเรียนหลายแห่งเริ่มให้ความสนใจเล่นกันอย่างกว้างขวาง กล่าวกันว่าแม้จะเป็นช่วงเวลา พักเที่ยง แต่กลางสนามหญ้าหน้าโรงเรียนท่ามกลางแสงแดดนั้น เด็กนักเรียนก็ยังวิ่งเตะฟุตบอลแบบ ไม่ย่อท้อ แม้ว่าในระยะแรกจะมีเสียงคัดค้านจากผู้ปกครองที่ไม่สนับสนุนให้บุตรหลานของตน มาเล่น กีฬาชนิดนี้ เนื่องจากเห็นว่ามีการเข้าปะทะที่รุนแรงจนทำให้ผู้เล่นเกิดอาการบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้ง

กรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ จึงจัดการแข่งขันฟุตบอลนักเรียน ประเภทอายุไม่เกิน 20 ปีขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2444 ซึ่งใช้กติกาแบบน็อกเอาต์ (KNOCKOUT OR ELIMINATIONS) หรือแพ้ตกรอบ ผู้เล่นจะต้องยึดคติธรรม 4 ประการ คือใจนักเลง, สามัคคี, อาจหาญและขันติ ทีมชนะเลิศจะได้ครองโล่เงิน เป็นเวลา 1 ปีพร้อมทั้งการถูกจารึกชื่อไว้บนโล่ โดยมีทีมส่งเข้าร่วม จำนวน 9 โรงเรียน ภายหลัง ใช้เวลาแข่งขันประมาณ 1 เดือน จึงได้ทีมชนะเลิศ คือโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ ต่อมา จึงเพิ่มการแข่งขัน ฟุตบอลนักเรียนอีกหลายรุ่น

มร. อี.เอส. สมิธ (MR. E.S. SMITH) อดีตนักเตะอาชีพชาวอังกฤษ เดินทางมาเมืองสยาม (พ.ศ. 2450 – 2452) ได้นำวิธีการเล่นสมัยใหม่มาฝึกสอนให้แก่นักเลงลูกหนังชาวสยามและลงทำการ ตัดสินฟุตบอลนัดสำคัญอีกด้วย เนื่องจากคนไทยยังไม่มีความชำนาญกติกาการแข่งขันเท่าที่ควร

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 (พ.ศ. 2453 – 2468) หรือ “ยุคทอง ของฟุตบอลสยาม” เพราะทรงให้การสนับสนุนทั้งในทางตรงและทางอ้อม กล่าวคือนอกจากการ เสด็จทอดพระเนตรฟุตบอลหน้าพระที่นั่งอยู่เนืองนิตย์แล้วทรงติดต่อ มร. เอ พี โคลบี้ และมร. อาร์ ดี เคร็ก ชาวอังกฤษให้มาช่วยสอนทักษะการเล่นฟุตบอลแก่ผู้เล่นชาวไทย ดังนั้น บริษัท ห้างร้าน และ หน่วยงานราชการ จะต้องมีทีมฟุตบอลอย่างน้อย 1 ชุด จึงทำให้ราษฎรทั่วทั้งพระนครและปริมณฑล นิยมเล่นฟุตบอลเพิ่มมากขึ้น อาจกล่าวได้ว่าพระองค์ คือ “พระบิดาแห่งวงการฟุตบอลเมืองสยาม

รัชกาลที่ 6 สมัยยังดำรงอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธสยามมงกุฎราชกุมาร (CROWN PRINCE) ทรงเรียนอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ (พ.ศ. 2435 – 2444) และเป็นกษัตริย์ไทย พระองค์แรกที่สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ โดยเรียนวิชาการทหาร ที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก แซนด์เฮิสต์ (SANDHURST) และวิชาประวัติศาสตร์และกฎหมาย ณ วิทยาลัยไครสเชิร์ช (CHRIST CHURCH COLLEGE) แห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด(OXFORD UNIVERSITY) ในขณะ ทรงศึกษา เมื่อว่างจากภารกิจจะโปรดการเล่นกีฬา อาทิ ขี่ม้า เทนนิส และฟุตบอล

ในวันที่ 11 กันยายน – 27 ตุลาคม พ.ศ. 2458 รัชกาลที่ 6 ทรงรับเป็นประธานคณะกรรมการฟุตบอลถ้วยทองของหลวง เพื่อจัดแข่งขันฟุตบอลระหว่างสโมสรหรือทัวร์นาเม้นต์ (TOUR NAMENT) แรกของสยาม พร้อมทั้งพระราชทานถ้วยทองเป็นรางวัลสำหรับทีมชนะเลิศ จึงเรียกว่า “การแข่งขันฟุตบอล สำหรับพระราชทานถ้วยทองของหลวง” ณ สนามฟุตบอลสโมสรเสือป่าหรือสนามม้าสวนดุสิต ถนนหน้าพระลาน (กรป.กลาง) มีสโมสรเข้าร่วมการแข่งขันแบบพบกันหมด จำนวน 12 ทีม โดยคณะกรรมการฯ ออกประกาศเปลี่ยนเรียกคำว่า ”โกล์” มาเป็น “ประตู” แทน และจัดพิมพ์หนังสือ ระเบียบการแข่งขันทั้งแบบภาษาไทยและอังกฤษ ในขณะที่ผู้เข้าชมจะต้องเสียเงินค่าผ่านประตู คือชั้นหนึ่งนั่งเก้าอี้ ราคา 1 บาท, ชั้นสองนั่งอัฒจันทร์ ราคา 50 สตางค์ และชั้นสามเส้นข้างสนาม ถึงเส้นประตู ราคา 10 สตางค์ ทีมที่ได้รับพระราชทานถ้วยทองและแหนบสายนาฬิกาลงยา มีตราพระมหามงกุฎ คือ “ทีมนักเรียนนายเรือ” ส่วนรายได้ค่าผ่านประตูรวมทั้งสิ้น 6,049.95 บาทนั้น คณะกรรมการฯ มอบให้ราชนาวีสมาคม และสภากาชาดสยาม ฝ่ายละกึ่งหนึ่ง

รัชกาลที่ 6 ทรงพระราชดำริจัดตั้ง “กรรมการคณะฟุตบอลแห่งสยาม” เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458 เพื่อคัดเลือกผู้เล่นจากรายการชิงโล่ของกระทรวงธรรมการและถ้วยทองของหลวง เป็นตัวแทน ของชาติในนาม “คณะฟุตบอลสำหรับชาติสยาม” ในวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นประธานการแข่งขันฟุตบอลระหว่างชาติ ทีมชาติสยาม กับทีมสปอร์ตคลับ ณ สนามราชกรีฑาสโมสร สระปทุมวัน การลงสนามแข่งขันนัดแรกของทีมชาติสยาม ชนะทีมฝ่ายยุโรป 2 – 1 (0 – 0) ทีมสยามจึงได้ครองถ้วยของราชกรีฑาสโมสร และเหรียญที่ระลึกเป็นรางวั

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ จึงได้ทรงสถาปนา “สมาคมฟุตบอลแห่ง ประเทศสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์” เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2459 สภากรรมการฯ ชุดแรก ประกอบด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวม 7 ท่าน โดยมีพระยาประสิทธิ์ศุภการ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ ณ อยุธยา) เป็นสภานายก และพระราชดรุณรักษ์ (เสริญ ปันยารชุน) เป็นเลขาธิการ ในปลายปีจึงเริ่ม จัดการแข่งขันฟุตบอลถ้วยใหญ่และถ้วยน้อย ขึ้นเป็นครั้งแรก ทีมชนะเลิศถ้วยใหญ่ คือสโมสรกรม มหรสพ และทีมชนะเลิศถ้วยน้อย คือสโมสรทหารบกราชวัลลภ

สงครามโลก ครั้งที่ 1 “ธงไตรรงค์” ได้โบกสะบัดแสดงความเป็นประเทศสยาม ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ต่อมา รัชกาลที่ 6 จึงทรงประกาศให้ธงไตรรงค์ คือธงชาติสยามประเทศ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2460 และกลายเป็นสัญญลักษณ์ติดหน้าอกเสื้อของนักฟุตบอลทีมชาติไทย มาตราบเท่า ทุกวันนี้

เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2468 สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศสยามฯ จึงสมัครเป็นสมาชิก สมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FEDERATION INTERNAIONAL OF FOOTBALL ASSOCIATION) หรือฟีฟ่า (FIFA) องค์กรควบคุมการบริหารงานและรับผิดชอบการแข่งขันระดับชาติทั่วโลก อาทิ ฟุตบอลโลก (WORLD CUP) เป็นต้น

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2468 – 2477) คณะราษฎร์ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย (24 มิถุนายน พ.ศ. 2475) จึงทำให้สมาคมฟุตบอลฯ ต้องหยุดจัดกิจกรรมลงชั่วคราว

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 (พ.ศ. 2477 – 2489) ในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2477 ณ สนามหลวง มีการแข่งขันฟุตบอลเพื่อการกุศลและความสามัคคีระหว่าง นักศึกษาย่านท่าพระจันทร์กับสามย่าน ผลเสมอกัน 1 – 1 ในปัจจุบันฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ ยังคงถูกจัดขึ้นเป็นประจำเกือบทุกปี

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2480 กรมพลศึกษาดำเนินงานก่อสร้าง “สนามกรีฑาสถาน” โดยใช้ งบประมาณ 170,000 บาท รวมเวลากว่า 4 ปี จึงสามารถสร้างอัฒจันทร์ครบทั้ง 4 ด้าน และมีความจุ ผู้ชม 40,000 คน ในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2485 จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถาน แห่งชาติ” เพื่อเป็นเกียรติแก่ นาวาเอก หลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย) อธิบดีกรมพลศึกษาคนแรก ผู้ริเริ่มมอบเสื้อสามารถนักฟุตบอลนักเรียนยอดเยี่ยม เมื่อ พ.ศ. 2481 และจัดการแข่งขันฟุตบอล ประชาชนระหว่างอำเภอ จังหวัด ขึ้นใน พ.ศ. 2482 ต่อมา สมาคมฟุตบอลฯ ได้เข้ามาขอเช่าสนาม กีฬาแห่งชาติจากกรมพลศึกษา เพื่อจัดแข่งขันฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประจำปี พ.ศ. 2488 และ ทำให้สนามศุภชลาศัยฯ แห่งนี้ คือสนามเหย้าของทีมชาติไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (พ.ศ. 2489 – ปัจจุบัน) สมาคม ฟุตบอลฯ จัดการประชุมสภากรรมการฯ เพื่อแก้ไขข้อบังคับลักษณะปกครองฯ ครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2499) ให้เหมาะสมกับสมัยนิยมและเปลี่ยนชื่อของสมาคมฯ เป็น “สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ใน พระบรมราชูปถัมภ์” (THE FOOTBALL ASSOCIATION OF THAILAND UNDER THE ROYAL PATRONAGE OF HIS MAJESTIC THE KING) หรืออักษรย่อ F.A.T.

ทีมชาติไทยได้สิทธิ์ผ่านลงเล่นรอบ 16 ทีมสุดท้าย ในการแข่งขันฟุตบอลกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 16 ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน – 8 ธันวาคม พ.ศ. 2499 โดยรอบสองแข่งขันแบบ F.A. CUP ทีมชาติไทยแพ้ทีมชาติอังกฤษ 0 – 9 ต่อมา พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานทุนส่วนพระองค์ ในการส่งเสริมและพัฒนาการเล่นกีฬาฟุตบอลของประเทศ จึงทำให้อดีตทีมชาติชุดเมลเบิร์น สำรวย ไชยยงค์ (พลตรี สำเริง ไชยยงค์) ได้เดินทางไปศึกษาเกี่ยวกับ การเตรียมทีมและการเล่นฟุตบอล ณ เมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมัน เมื่อประมาณ พ.ศ. 2503

สมาคมฟุตบอลฯ สมัครเป็นสมาชิกของสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (ASIAN FOOTBALL CONFEDERATION) หรือ A.F.C. ใน พ.ศ. 2500 องค์กรบริหารและรับผิดชอบการแข่งขันฟุตบอล ระหว่างชาติในทวีปเอเชีย และในระหว่างวันที่ 8 พฤษภาคม – 22 มิถุนายน พ.ศ. 2508 สมาคมฯ จึง ได้ส่งเจ้าหน้าที่และนักฟุตบอลทีมชาติไทย จำนวน 20 คน เดินทางไปฝึกอบรมและลงแข่งขันหา ประสบการณ์ ณ ประเทศเยอรมัน และนอรเวย์

กีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 3 ณ ประเทศมาเลเซีย รอบชิงชนะเลิศ ณ ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2508 ทีมชาติไทยครองเหรียญทองร่วมกับทีมชาติพม่า (2 – 2) แชมป์ระดับชาติ รายการแรกของทีมไทย ในรอบ 49 ปีของการก่อตั้งสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศสยามฯ

ทีมชาติไทยประสพความสำเร็จอีกครั้งในรอบ 12 ปี เมื่อสามารถผ่านรอบคัดเลือก ปรี- โอลิมปิก ณ กรุงเทพฯ เป็นตัวแทนของทวีปเอเชียในกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 19 ณ นครเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก ระหว่างวันที่ 12 – 27 ตุลาคม พ.ศ. 2511 แม้ว่าทีมไทยจะตกรอบแรก แต่ก็นำมาซึ่ง ความภูมิใจของชาวไทยทั้งชาติ

เมื่อสโมสรฟุตบอลในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ใน พ.ศ. 2512 สมาคม ฟุตบอลฯ จึงต้องจัดการแข่งขันให้เป็นแบบดิวิชั่น (DIVISION) ของประเทศอังกฤษ โดยแบ่งระดับ มาตรฐานของทีมที่เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลถ้วยพระราชทานประจำปี ออกเป็น 4 ถ้วย คือเพิ่มถ้วย ค และถ้วย ง ขึ้นมา ดังนั้น ถ้วยใหญ่และถ้วยน้อย จึงถูกเรียกว่าถ้วย ก และถ้วย ข ตั้งแต่นั้นมา

กีฬา “ฟุตบอล” ในเมืองไทยผ่านมาครบรอบหนึ่งศตวรรษ นับจากวันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2443 นักเตะทีมชาติไทยเคยสร้างชื่อเสียงและเกียรติประวัติ ให้แก่ประเทศชาติ ด้วยการลงเล่นรอบ สุดท้าย ฟุตบอลกีฬาโอลิมปิก รวม 2 ครั้ง (ค.ศ. 1956, 1968) และครองความชนะเลิศระดับชาติ รวม 25 รายการ

ณ สหัสวรรษนี้ รายการสำคัญอันดับแรกที่ควรจะต้องมุ่งเน้น คือ “ฟุตบอลโลก” รอบสุดท้าย ในปัจจุบันมีทีมลูกหนังเพียง 65 ชาติเท่านั้น จาก 187 ประเทศทั่วโลก เคยก้าวสัมผัสทัวร์นาเม้นต์ แห่งศักดิ์ศรีนี้มาแล้ว “WORLD CUP” นอกจากจะแสดงถึงพัฒนาการเล่นของนักฟุตบอลเองแล้ว ยังจะบ่งบอกให้เห็นถึงประสิทธิภาพองค์กรการบริหารงานของแต่ละชาติ อีกด้วย.

จิรัฏฐ์ จันทะเสน ผู้เขียน
เพราะแค่แปมันไม่พอ “เต็มข้อ” ดอทคอม | www.temkhor.com

Like this Article? Share it!

About The Author

เพราะแค่แปมันไม่พอ 'เต็มข้อ' ดอทคอม

Leave A Response